"บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" หรือ “บัตรคนจน” ถึงเวลาปรับใหญ่?
"บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" หรือ “บัตรคนจน” ถึงเวลาปรับใหญ่? รัฐจ่อทบทวนสิทธิผู้ถือบัตร 13.5 ล้านคน
25 พ.ค. 69 รัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่ง พลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ คือ บัตรคนจน เพื่อรับการช่วยเหลือ และเริ่มมีผลให้ใช้สิทธิวันที่ 1 มิ.ย. เป็นระยะเวลา 4 เดือน
โดยในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 เดือนแรก (มิ.ย.-ก.ค.) จะให้ 13.2 ล้านคนที่ถือบัตรก่อน โดยจะเพิ่มวงเงินเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจาก 300 บาทต่อเดือน อีก 700 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน รวม 2 เดือน เท่ากับ 2,000 บาท
จากนั้นจะประมวลผลการลงทะเบียนรอบใหม่ หรือพูดง่ายๆ คือ จะทบทวนดูว่า 13.2 ล้านคน มีคนที่เข้าคุณสมบัติ เงื่อนไข ของการถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริงๆ กี่คน หรือ มีคนที่หลุดระบบการถือบัตรกี่คน โดยจะต้องลงทะเบียนใหม่ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" หรือเว็บไซต์ เพื่อยืนยันตัวตนและเพื่อตรวจสอบรายได้ ที่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท/ปี รวมถึงเงื่อนไขสินทรัพย์อื่นๆ ซึ่งจะมีทั้งคนที่หลุดจากเงื่อนไข และมีคนที่เข้าเงื่อนไขใหม่แน่นอน โดยเฉพาะคนที่ตกหล่นจากรอบที่แล้ว
จากนั้นก็ให้เงินช่วยเหลือกลุ่มใหม่ อีกเดือนละ 2,000 บาท (ส.ค.-ก.ย.) เท่ากับการช่วยเหลือครั้งนี้สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะอยู่ที่ 4,000 บาท
หากย้อนดูเส้นทาง "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ"
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เริ่มใช้เมื่อวันที่ 1ต.ค.2560 ในสมัยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงปัจจุบัน รวมแล้วประมาณเกือบ 9 ปี เป็นหนึ่งในโครงการ National e-Payment โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่ 2559
จากนั้น ในปี 2565 มีการเปิดให้ลงทะเบียนอีกครั้ง ภายใต้ชื่อ โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เมื่อวันที่ 5 ก.ย.- 19 ต.ค. 2565 ถึงปัจจุบัน โดยเงื่อนไขสำคัญทางการเงินที่เป็นตัวชี้วัดของผู้ที่ถือ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" คือ
1.รายได้ต่อปีไม่เกิน 100,000 บาท รวมถึงครอบครัวต่อคนต่อปี ก็ไม่เกิน 100,000 บาท
2.ทรัพย์สินทางการเงิน อย่างเงินฝาก สลาก พันธมิตร และตราสารหนี้ภาครัฐ มีไม่เกิน 100,000 บาท ในวันที่ตรวจสอบ รวมถึงครอบครัวต่อคนต่อปี ก็ไม่เกิน 100,000 บาท
3.กู้เงินซื้อบ้านไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ซื้อรถกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท
4.ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ ถ้าไม่มีครอบครัว มีที่ดินแยกจากที่อยู่อาศัย ที่ไม่ได้ใช้ทำการเกษตร ไม่เกิน 1 ไร่ หรือ บ้านพร้อมที่ดิน บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ และตึกแถว ไม่เกิน 25 ตารางวา และหากใช้ทำการเกษตรไม่เกิน 10 ไร่ หรือทำอย่างอื่นที่ไม่ใช้ทำเกษตรไม่เกิน 1 ไร่ มีครอบครัว เป็นเจ้าของคนเดียวมีห้องชุด ไม่เกิน 35 ตารางเมตรต่อคน เจ้าของร่วม ไม่เกิน 35 ตารางเมตร มีที่ดินแยกจากที่อยู่อาศัย ไม่ได้ใช้ทำการเกษตรแต่ทำอย่างอื่น ไม่เกิน 2 ไร่ ใช้ทำการเกษตร ไม่เกิน 20 ไร่
ถ้าที่ดินที่มีบ้านพร้อมที่ดิน บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ และตึกแถว กรณีเจ้าของแยกจากกันไม่เกิน 25 ตารางวาต่อคน ถ้าเป็นเจ้าของร่วมกันไม่เกิน 25 ตารางวา ถ้ามีการใช้ปนะโยชน์เพื่อการเกษตรไม่เกิน 20 ไร่ หรือถ้าใช้ประโยชน์อย่างอื่นที่ไม่ใช่การเกษตร ไม่เกิน 20 ไร่
ในส่วนของเงินช่วยเหลือ เช่น
- วงเงินซื้อสินค้า 300 บาทต่อคนต่อเดือน
- วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน
- วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน
- เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาทต่อเดือน โดยสำหรับผู้มีสิทธิที่เป็นคนพิการ ซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับเบี้ยความพิการ 800 บาทต่อเดือน
ขณะที่การใช้งบประมาณของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะอยู่ในส่วนงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 2,900 ล้านบาท ให้แก่กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสรรสวัสดิการให้แก่ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ อย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมเสนอ
คำถามคือ ...การทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งใหม่นี้ จะทำให้การช่วยเหลือของภาครัฐตรงจุด ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นจริงหรือไม่
เพราะการยกเครื่องผู้มีรายได้น้อยครั้งใหญ่นี้ และจะรวมถึงกลุ่มที่ตกหล่นจากรอบที่แล้ว โดยกลุ่มรอบใหม่จะเตรียมพร้อมรับเงื่อนไข ไทยช่วยไทยพลัส โดยเพิ่มวงเงินเพื่อซื้ออุปโภคบริโภคจาก 300 บาทต่อเดือน อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน รวม 2,000 บาท (ช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.) อย่างที่กล่าวไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB